การประชุมสุดยอดด้านความยั่งยืนระหว่างอาเซียนและสหภาพยุโรป ณ เมืองเซบู เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2026 โดยเน้นย้ำความร่วมมือด้าน ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security), การเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) และการผลักดันเม็ดเงินสนับสนุนผ่านโครงการ Global Gateway ซึ่งเป็นกองทุนเดิมที่ยุโรปตั้งไว้เพื่อสนับสนุนภูมิภาคต่างๆ รวมถึงอาเซียน
การประชุม ASEAN-EU Sustainability Summit ที่เพิ่งเสร็จสิ้นไปสดๆ ร้อนๆ ในเดือนพฤษภาคม 2026 นี้ เป็นเครื่องยืนยันว่า “ความยั่งยืน” ไม่ใช่เพียงข้อกำหนดทางการค้าอีกต่อไป แต่ได้กลายเป็นรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยมีประเด็นสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรมในไทยและอาเซียนดังนี้
ความร่วมมือด้านความมั่นคงทางอาหาร (Food Security)
ภายใต้ความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ ทั้งสองภูมิภาคได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือด้านการเกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture)
ผู้แทนจากประเทศไทย สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร หรือ สศก. ได้ขึ้นเวทีชูบทบาทของไทยในการขับเคลื่อนเรื่อง เกษตรอัจฉริยะ (Smart Agriculture) เพื่อเสริมความมั่นคงทางอาหารในอาเซียน
ในฝั่งผู้แทนของ EU และอาเซียนมีการตกลงที่จะร่วมมือกันในเรื่อง Technology Transfer หรือการถ่ายทอดเทคโนโลยีคาร์บอนต่ำและการจัดการน้ำ และมุ่งหวังให้ไทยรวมถึงกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านยกระดับเป็นศูนย์กลางการผลิตอาหารที่ปลอดภัยเพื่อป้อนตลาดโลกจริง
การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด (Energy Transition)
เวทีเสวนาร่วมเน้นย้ำถึงความสำคัญของการขับเคลื่อนโครงการ Global Gateway ของสหภาพยุโรป เพื่อเร่งกระบวนการ “Decarbonization” หรือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคอุตสาหกรรมของอาเซียน โดยมีแนวทางที่น่าจับตามองดังนี้:
Green Hydrogen: การมุ่งส่งเสริมและศึกษาเทคโนโลยีพลังงานทางเลือก เช่น ไฮโดรเจนสีเขียว เพื่อเป็นสะพานเชื่อมโยงพลังงานสะอาดในอนาคต
Grid Connectivity: การยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ในภูมิภาคอาเซียน โดยอาศัยองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีจากพันธมิตรในยุโรป
มาตรฐานความยั่งยืนที่เท่าเทียม
เลขาธิการอาเซียนได้เน้นย้ำบนเวทีอย่างชัดเจนว่า ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดในตอนนี้คือ กฎระเบียบด้านความยั่งยืนที่ซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นอุปสรรคทางการค้า โดยเฉพาะกลุ่ม MSMEs(วิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย) ที่ไม่มีงบประมาณมากพอในการทำรายงานตามมาตรฐานยุโรป บนเวทีจึงมีการเรียกร้องให้ตัดความสลับซับซ้อนทางกฎหมาย (Cutting Regulatory Complexity) เพื่อให้ธุรกิจขนาดเล็กยังอยู่ในห่วงโซ่อุปทานโลกได้
ในเซสชันที่คุยเรื่อง Sustainable Trade and Supply Chains (การค้าและซัพพลายเชนที่ยั่งยืน) ฝั่งภาคเอกชนและหอการค้าได้เสนอให้มีการจัดทำกรอบการทำงานร่วมกันภายใต้แผน ASEAN-EU Trade and Investment Work Programme เพื่อผลักดันให้เกิด Mutual Recognition หรือการยอมรับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมซึ่งกันและกัน เพื่อลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนในการตรวจสอบสินค้า
ภาพ:
- https://www.switch-asia.eu/event/2026/
อ้างอิง:
- Philippine News Agency: ASEAN-EU Sustainability Summit Highlights (May 7, 2026)
- European Commission: Expanding Global Gateway in Southeast Asia (May 2026)
- ASEAN Secretariat: Joint Statement on Sustainability and Energy Cooperation (2026)


